Feb 14 2008

Bangalore to BKK

มาช้าไปวันนึงครับ แบบว่าหมดแรง

คืนนี้ผมก็จะได้จับเครื่องบินกลับบ้านแล้วครับ ดีใจจัง จะได้กลับไปทานข้าวกระเพราหมูไข่เจียวเสียที พูดไปที่นี่ก็แทบจะไม่มีอาหารที่ทำด้วยหมูและวัวให้เราไ้ด้สั่งกันเลยนะครับ ส่วนใหญ่จะเป็นไก่, แพะ, กุ้ง และปลา (มีปูมาเป็นระยะครับ)

ว่าแล้วมาดูว่าตั้งแต่เช้าผมพบเจออะไรมาบ้างดีกว่า

ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับระบบจ่ายไฟฟ้าที่นี่ 3-4 วันที่ผ่านมาไฟดับบ่อยมากครับ แต่วันนี้ดูเหมือนจะดับนานและบ่อยกว่าทุกวัน คือ ดับ 3 - 4 ครั้งตั้งแต่เช้า และครั้งท้ายสุดดับนานถึงครึ่งชั่วโมง

หลังจากอาหารเช้าเราก็เรียกรถ auto ตามปกติเพื่อมาเก็บอุปกรณ์ที่ออฟฟิศลูกค้าครับ ปรากฎว่าวันนี้คงเป็น”วันโขกแห่งชาติ” ละมั้ง เพราะแม้ว่าวันนี้จะมีรถ auto ว่างให้เราเรียกใช้บริการมากกว่าทุกวัน แต่แปลกที่ไม่มีคันไหนยอมใช้มิเตอร์เลย 5 คันแรกที่เรียกนั้น เรียกเหมาจ่ายเลยหมดเลย ด้วยศักดิ์ศรีที่ว่าไม่ยอมโดนโขก 10-20 รูปี (ประมาณ 9-18 บาท) เราจึงรอจนมาพบคันที่ 6 ใช่เลยครับ คันนี้ยอมเปิดมิเตอร์เราจึงเดินทางมาออฟฟิศได้ 555 :itongue จริงๆแล้วเงินเพียงไม่กี่รูปีก็คงไม่ได้ทำให้เรามีเงินทานข้าวเพิ่มขึ้น แต่ว่าเราอยากให้เค้ารับผิดชอบความรู้สึกนักท่องเที่ยวอย่างเรามากกว่า (ว่าไปนั่น) ไม่ใ่ช่เฉพาะกับที่บังกาลอร์หรอกนะครับ ผมว่าไม่ว่าจะเมืองไทยบ้านเรา หรือที่ไหน หากเจอนักท่องเที่ยวก็ไม่ควรโขกรีดกันแบบนี้ :furious

แต่ก็ไ่่ม่ใช่ว่าจะไม่มีคนดีนะครับ หลายครั้งที่ผมไปซื้อของตาม supermarket หรือร้านอาหารในบังกาลอร์ทางร้านก็จะปัดเศษลงให้เหมือนกันนะครับ เรียกว่า”ไม่สิ้นคนดีศรีบังกาลอร์” [aup] :biggrin

เที่ยวบินที่เราจะกลับบ้านคือเที่ยวบินรอบ 20:45 ตามเวลาท้องถิ่นที่นี่ ใช้เวลาบินประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง น่าจะถึงสนามบินสุวรรณภูมิในเวลาประมาณตีสี่ครึ่ง ตามเวลาท้องถิ่นที่ประเทศไทย (สำนวนประโยคเหมือนกับที่เราได้ยินจากกัปตันมั้ยครับ อิอิ ต้องทำเสียงนุ่มๆฟังยากๆด้วย)

มีคนถามว่าทำไมไม่กลับให้มันเร็วกว่านี้หละ คำตอบคือว่า เที่ยวบินของสายการบินไทยระหว่างกรุงเทพฯ-บังกาลอร์นั้น มีทุกวัน และวันละเที่ยวเท่านั้น (เมื่อก่อนมีแค่อาทิตย์ละ 2-3 เที่ยวเองนะครับ) ซึ่งไฟลท์จากบังกาลอร์ นั้นถือว่าเป็นไฟลท์แรกของสนามบินสุวรรณภูมิในทุกๆวันเลยนะครับ คือเครื่องบินจะลงจอดประมาณตี 4 ครับ

ย้อนกลับมาพูดถึงช่วงบ่ายจนถึงเมืองไทยเลยละกันนะครับ

มื้อกลางวันเราก็จัดการอุ่นเครื่องที่ห้าง The forum ครับ เพราะกะว่าจะปล่อยพลังก๊อกสุดท้ายในมื้อเย็น ซึ่งพี่ๆทีมงานบอกว่าเป็นร้านอาหารสไตล์ฝรั่งครับ ไหนๆก็ไปห้างแล้วเลยซื้อคุ้กกี้เล็กน้อย พร้อมกับของฝากคนทางบ้านนิดหน่อย

หลังจากเช็คเอาท์ ทีมงานเราก็มุ่งหน้าสู่ด่านพิเศษเพื่อปล่อยพลังนั่นคือ ร้าน T.G.I FRIDAY’S ที่ตั้งอยู่บนถนน Airport road ซึ่งเป็นถนนสู่สนามบินนั่นเอง เมื่อไปถึงที่ร้านผมก็อึ้งสักหน่อยว่านี่หรือคือเวทีที่จะปล่อยพลังที่เหลือ เพราะว่าบรรยากาศในร้านช่างแตกต่างกับบรรยากาศภายนอกโดยสิ้นเชิง ภายในมีลักษณะเป็นผับด้วย สามารถสั่งแอลกอฮอล์ รวมถึงมีอาหารที่ประกอบจากเนื้อวัวและเนื้อหมู ซึ่งเป็นของต้องห้ามสำหรับศาสนาที่นี่ ทางทีมงานได้ขอเลือกโต๊ะบริเวณ “มิสูบบุหรี่” ครับ เรามาเริ่มกันที่เมนูอาหารกันดีกว่าครับ (เริ่มจากแถวบนลงล่าง และจากซ้ายไปขวา)


แถวบน

บรรยากาศหน้าร้านครับ เราไปถึงกันเวลาประมาณ 6 โมง 20 นาที จานและผ้าปูโต๊ะออกมาเป็นสไตล์อเมริกันเลยครับ ณ เวลานี้หากเราสั่งเครื่องดื่มจะได้โปรโมชั่น สั่ง 1 แก้ว แถม 1 แก้ว ชาวคณะเราจึงตกลงสั่งชามะนาว และม็อคค่าปั่น (รสจืดมากเลยขอบอก)

แถวสอง
เริ่มด้วย Appetizer คือ ชีสทอดครับ (จำชื่อทางการมิได้ ยาวเหลือเกิน) จะเห็นถึงความยืดหยุ่นของชีสที่อยู่ด้านใน (รูปใหญ่ทางขวา) และสลัดไก่เซี่ยงไฮ้ (Shanghai chicken salad) มีใส่ส้มเป็นกลีบๆ รสชาติได้ใจมากครับ

แถวสาม
อาหารจานหลักเริ่มด้วย กุ้งทอดครับ (Friday’s Shrimps) กุ้งตัวใหญ่ดี เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งทอดและผักผัดเนย ตามด้วยปลาทอดราดข้าวผัดผงกะหรี่คัรบ มีซ็อสให้จิ้มด้วย เมนูนี้ชื่อ Tortilla Crusted Fish รูปถัดไปเป็นการเจรจาต๊าอ่วยระหว่างทีมงานกับบริกรครับ ชุดบริกรที่นี่เจ๋งดี ลายเดียวกับผ้าปูโต๊ะเลยครับ แถมมีเข็มกลัดติดเต็มเสื้อกันทุกคนเลย

แถวสุดท้าย
นี่คือบรรยากาศในร้านครับ ตอนเราไปถึงยังเป็นช่วงเย็นๆครับมีแสงจากท้องฟ้าให้เห็นอยู่ มีที่นั่งบริเวณระเบียงให้นั่งกินฝุ่นกันด้วย นี่ก็จานหลักอีกจานครับ กุ้งและไก่ราดซ็อสเสิร์ฟพร้อมข้าวผัดผงกะหรี่ (จำชื่อเมนูมิได้ครับ) ระหว่างทานข้าวเหลือบตามองไปเห็นเรือไม้ยาวๆวางขวางอยู่บนเพดานครับ แล้วก็เป็นว่าอิ่มกันถ้วนหน้าครับ ออกจากร้านก็เริ่มหัวค่ำละครับ เตรียมมุ่งหน้าสู่สนามบินกัน เบ็ดเสร็จงานนี้ปล่อยพลังไปที่ใกล้ๆ 3,000 รูปีครับ

เมื่อถึงสนามบินครับ ก่อนจะไปที่เคาน์เตอร์ Check-in คุณจะต้องทำการ scan กระเป๋าที่จะโหลดเข้าใต้เครื่องทุกใบนะครับ จากนั้นระหว่าง check-in คุณจะต้องนำ tag เล็กๆ ที่ระบุว่า “Cabin Cabbage” ผูกติดไว้กับกระเป๋าที่คุณจะนำติดตัวขึ้นเครื่องไปนะครับและอย่าลืมกรอก”เอกสารเดินทางขาออก (Departure card) ด้วยนะครับ แล้วก็ขึ้นบันไดเลื่อนไปชั้นสอง จะพบกับจุดตรวจคนเข้า-ออกเมือง (Immigration) ซึ่งตรงนี้คุณจะต้องเริ่มจากตรวจเอกสารหนังสือเดินทางพร้อมแบบฟอร์มเอกสารเดินทางขาออก ต่อด้วยการตรวจกระเป๋าและร่างกายครับ ถ้าเป็นผู้หญิงให้เดินไปช่องซ้ายสุดซึ่งจะมีเป็นคอกคล้ายห้องถ่ายรูปแบบด่วน ที่กั้นไว้ให้เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจตามร่างกายของผู้เดินทางที่เป็นสุภาพสตรีได้อย่างเรียบร้อยนั่นเอง ส่วนถ้าเป็นผู้ชายก็เข้าช่องปกติครับ ซึ่งจุดนี้ให้คุณตรวจสอบด้วยว่า tag “Cabin Cabbage” ได้รับการประทับตราหรือไม่ เพราะหากไม่ได้ประทับตราเรียบร้อย ก่อนขึ้นเครื่องจะมีการตรวจ tag พร้อม boarding pass อีกครั้ง คุณจะต้องเดินกลับไปให้เค้าตรวจพร้อมประทับตราที่ tag ใหม่ครับ :cool

เย้ ดีใจจะได้ขึ้นเครื่องกลับบ้านแล้ว แต่แล้วสองหนุ่มทีมงานก็เกิดอาการตายตอนจบด้วยการท้องเสียทั้งคู่ครับ เข้าใจว่าคงเกิดจากซ็อสที่ร้าน TGIF เป็นแน่แท้ โฮ้ของผมเนี่ยมาบุกตอนจะขึ้นเครื่องพอดีเลยครับ โชคดีที่ตัดสินใจเข้าห้องน้ำที่สนามบินก่อนเลย ไม่งั้นแย่แน่ๆ แต่แล้วก็ผ่านไปได้ครับ ได้ขึ้นเครื่องกลับบ้านจนได้ :eyeclose

ทิ้งท้ายครับ ปกติแล้วก่อนเครื่องลงจะมีการแจกดอกกล้วยไม้ติดเข็มกลัดให้สุภาพสตรีได้ติดเสื้อเป็นที่ระลึกครับ แต่เจ้ากรรมไม่รู้ว่ายังไง Flight attendant (หรือ Steward) ท่านนั้นดันแจกดอกไม้ให้ผมด้วย ก็เลยเข้าใจว่า ช่วงนั้นไฟคงมืดๆ แล้วเค้าอาจจะเพิ่งตื่นก็ได้ครับ เพราะขณะนั้นคือเวลาประมาณตี 4 ของเมืองไทย :sick

ถึงบ้านแล้วครับ โชคดีแล้วเจอกันในทริปหน้าถ้ามีโอกาสครับ หวังว่าคงได้สนุกบ้างฮาบ้างนะครับ :biggrin

ป.ล. ได้ความจากทีมงานนายหมูว่า TGI Friday นั้นย่อมาจาก “Thanks Gods It’s Friday” และพี่เก่งเสริมว่าร้านนี้มีสาขาที่เมืองไทยบริเวณตึกใกล้ๆโรงแรม JW Marriott ถนนสุขุมวิท

ป.ล.2 แอบบ่นพี่ศุลกากร (ตรงบริเวณคลังศุลกากร) ที่สนามบินนิดนึงครับ เนื่องจากว่าเราคงไปถึงเช้าเกินไป พี่เค้ายังไม่ตื่นครับ พอมีคนไปปลุกมาให้ พี่เค้าก็ทำเสียงดุๆก่อนว่า “ขนอะไรมา” ดุมากครับ (คงดุเพราะว่าเพิ่งตื่น) แต่เราก็ใจดีสู้เสือด้วยอาการง่วงๆเช่นกัน สุดท้ายก็ผ่านไปได้ครับ ทีมงานเหลือบไปเห็นป้ายคำเตือนว่า “การใช้คำพูดไม่สุภาพกับเจ้าพนักงานถือเป็นความผิด” ก็เลยได้แต่นึกยิ้มในใจครับ :cool