May 30

วันนี้กลับบ้านละครับ ก็เก็บกระเป๋าเรียบร้อยครับ เช้ามาฟ้าใส ใจลอยกลับบ้านเรียบร้อยแล้ว อิอิ จากนั้นก็นั่งรถมายังสนามบินครับ
เริ่มต้นที่สนามบิน

Departure fee

ทุกครั้งที่เดินทางออกจากประเทศนิวซีแลนด์ คุณจะต้องเสียค่าธรรมเนียม 25 NZD ต่อคนครับ โดยจะซื้อก่อนหรือหลังจาก check-in แล้วก็ได้ครับ ซึ่งหลังจากจ่ายเงินแล้วคุณจะได้ sticker มา 1 ใบเพื่อนำไปติดด้านหลัง boarding pass ครับ

น้ำหนักสัมภาระกับการ check-in

ที่นี่มีกฎว่ากระเป๋าสัมภาระที่โหลดได้ต้องท้องเครื่องต้องมีน้ำหนักไม่เกิน 32 kg ครับ ซึ่งผมเจอกับตัวครับ เลยต้องย้ายสัมภาระบางส่วนไปที่กระเป๋าเพื่อนร่วมคณะ

ของเหลวกับการบรรจุก่อนขึ้นเครื่อง

วันนี้คงเป็นวันที่ผมจะจำไว้อีกนานครับ ผมเจอปัญหาอีกแล้วครับท่าน ด้วยความเผลอเรอหรือว่าอะไรก็แล้วแต่ ผมโดนด่านตรวจขอเปิดกระเป๋าครับ ซึ่งในนั้นจะมี Thermal mud face pack ที่ผมได้ซื้อมาจากในเมืองและทุกกล่องมีพลาสติก seal ไว้เรียบร้อยครับ แต่ว่าผมไม่ได้ใส่ถุงพลาสติกที่เป็นแบบมาตรฐานของสนามบิน ดังนั้นของทั้งหมดนี้จึงถูกทิ้งลงถังขยะ สรุปก็คือ โคลนของผมนอนอยู่ก้นถังขยะ เหลือแต่ความทรงจำสีเทาๆในสมองของผมระหว่างนั่งเครื่องบินกลับบ้านเรา

เที่ยวบินขากลับ

เที่ยวบินกลับเมืองไทยใช้เวลาประมาณ 11 ชั่วโมงกว่าครับ ได้รับอาหาร 2 มื้อใหญ่และ 1 มื้อเล็ก (เป็น sandwich ทรงเครื่อง) และแล้วผมก็ได้พบกับความประทับใจอีกอย่างครับ นั่นคือ ผู้ร่วมโดยสารบนเที่ยวบินนี้ เรื่องของเรื่องคือว่า มีผู้โดยสารต่างชาติท่านหนึ่ง อายุน่าจะสัก 17 ปีได้ ตัวใหญ่เอาการ เค้ามีอาการดังต่อไปนี้ครับ

  • เค้ามักจะชอบกระแทกเก้าอี้ จนมีครั้งหนี่งส่งผลให้ป้าที่นั่งด้านหลังทนไม่ไหว เพราะป้าเค้าทานอาหารไม่ได้เลย
  • เนื่องจากมีเด็กน้อยอายุไม่ถึงขวบร่วมเดินทางด้วย ดังนั้นเธอจึงมีทั้งเสียงหัวเราะและเสียงร้องไห้ ทำให้หลายๆคนก็หันไปมองด้วยความเอ็นดูและสงสาร ซึ่งผมก็เป็นคนหนึ่งในนั้นครับ แต่เจ้ากรรมระหว่างเส้นทางสายตาที่จะมองไปหาเด็กน้อยนั้น มีผู้โดยสารท่านนี้กั้นอยู่ และ ปัญหาก็เกิดคือว่า ทั้งผมและเพื่อนผมก็ถูกผู้โดยสารท่านนี้จ้องตาเขม็งเลยครับ เค้าคงคิดว่าเรามองเค้า จนเค้าหันมาถามคำหนึ่งว่า WHAT? ผมเลยบอกว่า ตรูไม่ได้มองมึงหรอกนะ ตรูมองเด็ก แล้วก็เกิดเป็นความเซ็งนิดนึง แต่หลังจากนั้นครับ เจ้ากรรมแท้ๆเลย เจ้าหนุ่มคนนี้เค้ามีหันมาทำเสียงขู่ คำราม เหมือนเป็นคนแปลกๆนะครับ
  • มีครั้งหนึ่ง เค้าลุกยืนขึ้นมาอย่างรวดเร็วแล้วเดินไปที่ห้องน้ำ จากนั้นก็มีเสียงปุ้งปั้งในห้องน้ำเกิดขึ้น จนผู้โดยสารหลายคนหันไปมอง แล้วเจ้าหนุ่มนี้ก็เดินออกมา

ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะเจอเหมือนกันนะครับ เอาเป็นสุดท้ายแล้วก็ถึงบ้านโดยปลอดภัย ได้เจอหน้าลูกและภรรยาครับ เป็นอันสิ้นสุดภารกิจครั้งนี้ครับ ไว้เจอกันทริปหน้าครับ สวัสดีครับ

May 27

วันที่ 8
2 วันนี้ ไม่ค่อยมีไรมากครับ แบบว่าไมมีไรมากครับสำหรับกิจกรรม ได้แต่ทำงานๆเพราะว่าอยากรีบทำให้เสร็จตามกำหนดการใหม่ (ซึ่งผมตั้งเอง อิอิ) เย็นๆก็เดินไปในเมืองครับ แวะไปทานอาหารไทยที่ถนน Queen Street อีกครั้งครับ ร้าน Zap 4 E-san นั่นเอง วันนี้ผมทานข้าวแกงเขียวหวานไก่ ส่วนเพื่อนผมฉู่ฉี่หมูครับ ข้าวหอมมากเลยครับ ทานแล้วชื่นใจ ที่สำคัญวันนี้ผมขอซื้อข้าวเพิ่ม พี่คนขายบอกว่า คนไทยไม่คิดเงินครับ ให้ฟรี 1 จาน โอ้พระเจ้า อิ่มสุดๆครับ (สงสัยฝีมือไ่ม่ดีเอง แต่ผมถ่ายด้วย iphone แล้วมันไม่ค่อยชัดเลย อิอิ)

และวันที่ 9
มื้อเช้ามีแต่ chocolate ครับ ส่วนมื้อกลางวันก็ครัวซอง มื้อเย็นก็ได้ไปทานในเมืองครับ วันนี้เลยนำภาพย่าน Queen street ยามค่ำคืนมาฝากอีก

ตามด้วย Brito Transport Centre ซึ่งเป็นสถานีรถไฟ ตั้งอยู่ระหว่างถนน Queen street กับ Commerce Street ครับ

และสุดท้าย คือ ย่าน Viaduct Quey ครับ (ถ้าฟังไม่ผิด น่าจะอ่านว่า วาย-ดัก-คี) บริเวณนี้จะมีพิพิธภัณฑ์ทางทะเลด้วยครับ นอกจากนั้นก็จะมีร้านอาหารหลายร้าน รวมถึงยังเป็นที่จอดเรือสวยๆทั้งนั้นเลยครับ เรือบางลำราคาก็หลายร้านเลยนะครับ

สรุปแล้วถ้าอยู่แถวกลางเมือง มองไปทางไหนก็เจอแต่ Sky tower นะครับ ว่าแล้ววันนี้ก็ขอลาก่อนนะครับ พรุ่งนี้กลับบ้านแล้น